4 นิสัยแย่ๆ ที่ทำให้แบตเตอรี่โทรศัพท์หมดไว
โดย:
ข่าวโลก
[IP: 171.99.128.xxx]
เมื่อ: 2026-03-09 12:00:19
4 นิสัยแย่ๆ ที่ทำให้แบตเตอรี่โทรศัพท์หมดไว
แบตเตอรี่หมดไวเป็นปัญหาใหญ่ถ้าปล่อยปละละเลยนิสัยการใช้งานที่ไม่ถูกต้อง การใช้งานแบตเตอรี่อย่างต่อเนื่องทำให้เครื่องต้องผ่านรอบการชาร์จและการคายประจุบ่อยขึ้นในแต่ละสัปดาห์ แอปพลิเคชันบางตัวแอบสูบแบตเพราะหิวกระหายข้อมูลและต้องการสิทธิ์เข้าถึงเพิ่มเติม เช่น การติดตามตำแหน่งเพื่อการทำงาน ทุกกิจกรรมบนโทรศัพท์ใช้พลังงานแบตเตอรี่ทั้งสิ้น แม้แต่อะไรเล็กน้อยที่คุณทำหรือไม่ได้ทำ ก็ล้วนส่งผลต่อความเร็วในการลดลงของแบตเตอรี่ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยแอปที่ไม่ได้ใช้งานค้างไว้ การคอยจ้องดูการแจ้งเตือน หรือการไม่จัดการสิทธิ์การเข้าถึงของแอป สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นนิสัยแย่ๆ ที่ทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วขึ้น
1. เปิดการแจ้งเตือน (Push Notifications) ให้ทุกแอป
การแจ้งเตือนเป็นสาเหตุที่ทำให้แบตหมดโดยที่เราไม่ทันสังเกต มันปลุกเครื่องให้ตื่นและรันแอปทิ้งไว้เบื้องหลังเพื่ออัปเดตข้อมูล แถมยังใช้พลังงานเพิ่มจากเสียงและการสั่น ทุกอย่างนี้ต้องใช้พลังงาน ถ้าติดตั้งแอปไม่กี่ตัวก็อาจจะไม่เห็นผลมากนัก แต่ถ้าติดตั้งแอปจากภายนอกเยอะๆ แล้วยังปล่อยให้แอปติดเครื่องอัปเดตอยู่ตลอด คุณจะเริ่มเห็นปัญหา แอปโซเชียลมีเดียเป็นตัวการที่แย่ที่สุดหากไม่ปิดการแจ้งเตือนหรือจำกัดการตั้งค่า เพราะมีการแจ้งเตือนตลอดเวลา ทั้งไลก์ ทั้งฟอลโลว์ หรือการโต้ตอบต่างๆ ซึ่งผลกระทบข้างเคียงคือการแจ้งเตือนจำนวนมากทำให้คุณอดใจไม่ไหวที่จะต้องกดเข้าไปดูในแอปเพื่อเคลียร์แจ้งเตือนเหล่านั้น ซึ่งนั่นแหละที่ทำให้แบตหมด
2. สลับแอปไปมาและปล่อยให้ทำงานเบื้องหลัง
แอปที่ค้างอยู่ในเบื้องหลังไม่ได้สูบแบตขนาดนั้น แต่แอปที่ค้างไว้แล้วคุณสลับไปมานั่นสิที่เป็นปัญหา ทุกครั้งที่สลับแอป คุณกำลังบังคับให้ตัวประมวลผล (CPU/GPU) ทำงานหนักขึ้น เพราะมันต้องปิดสถานะเดิมแล้วโหลดใหม่ เริ่มรันใหม่
การไม่ปิดแอปที่ใช้งานบ่อยไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้แบตหมด จริงๆ แล้วการปิดแอปแล้วเปิดใหม่ไม่กี่นาทีต่อมากลับใช้แบตมากกว่าเสียด้วย แอปที่ปล่อยทิ้งไว้นานเกินไปจะถูกระบบจำกัดการใช้งานเองตามโหมดประหยัดพลังงาน แต่อย่าลืมว่าการมีแอปค้างไว้เยอะๆ ทำให้คุณอยากกดเข้าไปดูบ่อยๆ และการกดเข้าไปดูนั่นแหละที่ฆ่าแบตเตอรี่ การปิดแอปที่ไม่ใช้งานบ้างเป็นเรื่องที่ดีเพื่อลดเวลาหน้าจอ
3. ปล่อยให้แอปใช้งานเบื้องหลังได้ตามอำเภอใจ
บางแอปทำงานเบื้องหลังตลอดแม้จะไม่ได้เปิดใช้งาน เพราะต้องการข้อมูลเช่น ตำแหน่งที่ตั้ง แอป GPS จึงเป็นตัวสูบแบตตัวฉกาจ รวมถึงแอปที่ติดตามพฤติกรรม ขออนุญาตเข้าถึงฮาร์ดแวร์ หรือต้องซิงค์ข้อมูลตลอดเวลา การเชื่อมต่อบลูทูธหรือ 5G อาจไม่ใช่ตัวสูบแบตหลัก แต่การที่มันสแกนสัญญาณตลอดเวลาต่างหากที่เป็นปัญหา รวมถึงบริการ Cloud ที่สำรองข้อมูลอัตโนมัติ การปิดการอนุญาตบางอย่างหรือป้องกันไม่ให้แอปทำงานเบื้องหลังตั้งแต่แรกจะช่วยรักษาทั้งแบตเตอรี่และความสงบสุขในใจได้
4. เล่นเกมต่อเนื่อง
แม้จะไม่ใช่เกมกราฟิกโหดๆ แต่ถ้าเล่นต่อเนื่องตลอดเวลาก็ทำแบตหมดไวได้ เกมอย่าง Candy Crush ก็สูบแบตได้เหมือนกัน เพราะต้องใช้ทั้ง CPU, GPU, หน้าจอ และเครือข่ายพร้อมกัน สังเกตได้จากเครื่องที่ร้อนจนถือไม่ไหว ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเกมใช้ระบบควบคุมแบบสัมผัส การสั่นและการตอบสนองของเสียงตลอดเวลาทำให้แบตหมดเร็วขึ้น นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมมือถือเกมมิ่งบางรุ่นถึงมีโหมดประสิทธิภาพที่ยอมแลกแบตเตอรี่กับเฟรมเรตที่สูงขึ้นแทนการประหยัดพลังงาน
แบตเตอรี่หมดไวเป็นปัญหาใหญ่ถ้าปล่อยปละละเลยนิสัยการใช้งานที่ไม่ถูกต้อง การใช้งานแบตเตอรี่อย่างต่อเนื่องทำให้เครื่องต้องผ่านรอบการชาร์จและการคายประจุบ่อยขึ้นในแต่ละสัปดาห์ แอปพลิเคชันบางตัวแอบสูบแบตเพราะหิวกระหายข้อมูลและต้องการสิทธิ์เข้าถึงเพิ่มเติม เช่น การติดตามตำแหน่งเพื่อการทำงาน ทุกกิจกรรมบนโทรศัพท์ใช้พลังงานแบตเตอรี่ทั้งสิ้น แม้แต่อะไรเล็กน้อยที่คุณทำหรือไม่ได้ทำ ก็ล้วนส่งผลต่อความเร็วในการลดลงของแบตเตอรี่ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยแอปที่ไม่ได้ใช้งานค้างไว้ การคอยจ้องดูการแจ้งเตือน หรือการไม่จัดการสิทธิ์การเข้าถึงของแอป สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นนิสัยแย่ๆ ที่ทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วขึ้น
1. เปิดการแจ้งเตือน (Push Notifications) ให้ทุกแอป
การแจ้งเตือนเป็นสาเหตุที่ทำให้แบตหมดโดยที่เราไม่ทันสังเกต มันปลุกเครื่องให้ตื่นและรันแอปทิ้งไว้เบื้องหลังเพื่ออัปเดตข้อมูล แถมยังใช้พลังงานเพิ่มจากเสียงและการสั่น ทุกอย่างนี้ต้องใช้พลังงาน ถ้าติดตั้งแอปไม่กี่ตัวก็อาจจะไม่เห็นผลมากนัก แต่ถ้าติดตั้งแอปจากภายนอกเยอะๆ แล้วยังปล่อยให้แอปติดเครื่องอัปเดตอยู่ตลอด คุณจะเริ่มเห็นปัญหา แอปโซเชียลมีเดียเป็นตัวการที่แย่ที่สุดหากไม่ปิดการแจ้งเตือนหรือจำกัดการตั้งค่า เพราะมีการแจ้งเตือนตลอดเวลา ทั้งไลก์ ทั้งฟอลโลว์ หรือการโต้ตอบต่างๆ ซึ่งผลกระทบข้างเคียงคือการแจ้งเตือนจำนวนมากทำให้คุณอดใจไม่ไหวที่จะต้องกดเข้าไปดูในแอปเพื่อเคลียร์แจ้งเตือนเหล่านั้น ซึ่งนั่นแหละที่ทำให้แบตหมด
2. สลับแอปไปมาและปล่อยให้ทำงานเบื้องหลัง
แอปที่ค้างอยู่ในเบื้องหลังไม่ได้สูบแบตขนาดนั้น แต่แอปที่ค้างไว้แล้วคุณสลับไปมานั่นสิที่เป็นปัญหา ทุกครั้งที่สลับแอป คุณกำลังบังคับให้ตัวประมวลผล (CPU/GPU) ทำงานหนักขึ้น เพราะมันต้องปิดสถานะเดิมแล้วโหลดใหม่ เริ่มรันใหม่
การไม่ปิดแอปที่ใช้งานบ่อยไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้แบตหมด จริงๆ แล้วการปิดแอปแล้วเปิดใหม่ไม่กี่นาทีต่อมากลับใช้แบตมากกว่าเสียด้วย แอปที่ปล่อยทิ้งไว้นานเกินไปจะถูกระบบจำกัดการใช้งานเองตามโหมดประหยัดพลังงาน แต่อย่าลืมว่าการมีแอปค้างไว้เยอะๆ ทำให้คุณอยากกดเข้าไปดูบ่อยๆ และการกดเข้าไปดูนั่นแหละที่ฆ่าแบตเตอรี่ การปิดแอปที่ไม่ใช้งานบ้างเป็นเรื่องที่ดีเพื่อลดเวลาหน้าจอ
3. ปล่อยให้แอปใช้งานเบื้องหลังได้ตามอำเภอใจ
บางแอปทำงานเบื้องหลังตลอดแม้จะไม่ได้เปิดใช้งาน เพราะต้องการข้อมูลเช่น ตำแหน่งที่ตั้ง แอป GPS จึงเป็นตัวสูบแบตตัวฉกาจ รวมถึงแอปที่ติดตามพฤติกรรม ขออนุญาตเข้าถึงฮาร์ดแวร์ หรือต้องซิงค์ข้อมูลตลอดเวลา การเชื่อมต่อบลูทูธหรือ 5G อาจไม่ใช่ตัวสูบแบตหลัก แต่การที่มันสแกนสัญญาณตลอดเวลาต่างหากที่เป็นปัญหา รวมถึงบริการ Cloud ที่สำรองข้อมูลอัตโนมัติ การปิดการอนุญาตบางอย่างหรือป้องกันไม่ให้แอปทำงานเบื้องหลังตั้งแต่แรกจะช่วยรักษาทั้งแบตเตอรี่และความสงบสุขในใจได้
4. เล่นเกมต่อเนื่อง
แม้จะไม่ใช่เกมกราฟิกโหดๆ แต่ถ้าเล่นต่อเนื่องตลอดเวลาก็ทำแบตหมดไวได้ เกมอย่าง Candy Crush ก็สูบแบตได้เหมือนกัน เพราะต้องใช้ทั้ง CPU, GPU, หน้าจอ และเครือข่ายพร้อมกัน สังเกตได้จากเครื่องที่ร้อนจนถือไม่ไหว ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเกมใช้ระบบควบคุมแบบสัมผัส การสั่นและการตอบสนองของเสียงตลอดเวลาทำให้แบตหมดเร็วขึ้น นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมมือถือเกมมิ่งบางรุ่นถึงมีโหมดประสิทธิภาพที่ยอมแลกแบตเตอรี่กับเฟรมเรตที่สูงขึ้นแทนการประหยัดพลังงาน
- ความคิดเห็น
- Facebook Comments









