สงครามที่ยืดเยื้อกับอิหร่านอาจส่งผลอย่างไรต่อราคาน้ำมัน
โดย:
ข่าวโลก
[IP: 171.99.128.xxx]
เมื่อ: 2026-03-11 09:24:27
สงครามที่ยืดเยื้อกับอิหร่านอาจส่งผลอย่างไรต่อราคาน้ำมัน
ราคาน้ำมันอาจพุ่งแตะ 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอนภายในเดือนหน้าหรือเร็วกว่านั้น ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ
ราคาน้ำมันดิบและน้ำมันหน้าปั๊มกำลังพุ่งสูงขึ้นเมื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงของผู้คน ข้อมูลจาก AAA ระบุว่าราคาเฉลี่ยน้ำมันในสหรัฐฯ สัปดาห์นี้ดีดตัวขึ้นไปอยู่ที่ 3.48 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดของปีนี้
ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานนับตั้งแต่เริ่มสงครามอิหร่าน โดยราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นกว่า 50% เมื่อสัปดาห์ที่แล้วจนทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เช่นเดียวกับน้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานสากลที่ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน
ผลกระทบจากการโจมตีทำให้ยักษ์ใหญ่ด้านการขนส่งสินค้าต้องระงับการดำเนินงานและเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือที่เดิมต้องผ่าน "ช่องแคบฮอร์มุซ" ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการขนส่งน้ำมันทั่วโลก เนื่องจากน้ำมันประมาณ 20% ของโลกต้องผ่านเส้นทางนี้ในแต่ละวัน การหยุดชะงักของเส้นทางนี้จึงส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกอย่างรวดเร็ว
เหล่านักวิเคราะห์เตือนว่าสงครามที่ยืดเยื้อกับอิหร่านอาจดันราคาพลังงานให้สูงขึ้นไปอีก โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาทั้งน้ำมันดิบ Brent และ WTI ต่างพุ่งเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งเป็นช่วงที่รัสเซียบุกยูเครน แรงกดดันจากต่างประเทศเหล่านี้กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายของผู้ใช้รถในสหรัฐฯ
แพทริค เดอ ฮาน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ปิโตรเลียมของ GasBuddy กล่าวว่าราคาน้ำมันจะเริ่มขยับสูงขึ้นทันทีตั้งแต่วันนี้ โดยสถานีบริการน้ำมันน่าจะเริ่มได้รับการแจ้งเตือนเรื่องการปรับขึ้นราคาต้นทุนที่พวกเขาต้องจ่าย และราคาน้ำมันหน้าปั๊มอาจขยับขึ้นตั้งแต่ช่วงพักเที่ยงหรือช่วงเย็น
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่มีการปรับราคาน้ำมันตามฤดูกาลอยู่แล้ว เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศเริ่มเปลี่ยนไปใช้ "น้ำมันสูตรฤดูร้อน" ซึ่งสะอาดกว่าแต่มีราคาแพงกว่า ผลกระทบจากฤดูกาลบวกกับการโจมตีในอิหร่าน จะทำให้ผู้ใช้รถต้องเจอกับราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ไม่ใช่แค่ในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า แต่อาจต่อเนื่องไปอีกหลายสัปดาห์ หรืออาจถึง 2-3 เดือน โดยเดอ ฮาน ประเมินว่ามีโอกาสถึง 80% ที่ราคาเฉลี่ยอาจแตะ 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอนภายในเดือนหน้าหรือเร็วกว่านั้น
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลต่อราคาน้ำมันอย่างไร?
แม้สหรัฐฯ จะเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก (ประมาณ 22%) แต่ตะวันออกกลางก็มีบทบาทสำคัญมาก โดยผลิตน้ำมันเกือบ 1 ใน 3 ของโลก และอิหร่านเองก็ติดอันดับ 1 ใน 10 ผู้ผลิตรายใหญ่
ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดต่อราคาน้ำมันคือ "ช่องแคบฮอร์มุซ" ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างอิหร่านและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นี่คือทางผ่านที่สำคัญที่สุดในโลกสำหรับการกระจายน้ำมัน โดยมีน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมไหลผ่านประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ตาม การจราจรทางเรือต้องหยุดชะงักลงหลังจากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติของอิหร่านขู่ว่าจะยิงเรือทุกลำที่พยายามแล่นผ่าน เนื่องจากอิหร่านมีสัดส่วนการผลิตน้ำมันมากกว่า 4% ของโลก และมีเขตแดนติดกับช่องแคบที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของประเทศผู้ผลิตน้ำมันอื่นๆ การหยุดชะงักนี้จึงมีพลังมากพอที่จะสั่นคลอนตลาดโลกและทำให้ห่วงโซ่อุปทานพังทลาย
ในระดับมหาภาค ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลกระทบไปทั่วโลก เพราะราคาน้ำมันถูกกำหนดด้วยกลไกอุปสงค์และอุปทานระดับโลก รวมถึงการเก็งกำไรของนักลงทุน ซึ่งสุดท้ายแล้วผลกระทบจะไหลลงมาถึงกระเป๋าสตางค์ของผู้บริโภคทั่วไป
วิธีประหยัดเงินในวันที่น้ำมันแพง
ปัจจุบันราคาเฉลี่ยน้ำมันทั่วไปอยู่ที่ 3.45 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 2.98 ดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ก่อน และ 2.90 ดอลลาร์เมื่อเดือนที่แล้ว แม้จะยากที่จะคาดเดาความเคลื่อนไหวที่แน่นอนในอนาคต แต่ผู้บริโภคควรติดตามข่าวสารราคาน้ำมัน แถลงการณ์จาก OPEC การคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และกิจกรรมการขนส่งทางเรืออย่างใกล้ชิด
ระหว่างนี้ มีวิธีการบางอย่างที่ช่วยประหยัดเงินได้บ้าง:
เติมน้ำมันทันทีถ้าเห็นว่าราคากำลังขึ้น: อย่ารอให้ราคาพุ่งไปมากกว่านี้ ถ้าถังน้ำมันใกล้ว่าง ให้เติมไว้ก่อนเพื่อจองราคาที่ต่ำที่สุดในตอนนั้น
ใช้แอปเปรียบเทียบราคา: ตรวจสอบราคาจากแอปต่างๆ เพื่อหาสถานีที่ราคาถูกที่สุดในพื้นที่ บางครั้งการขับเลยไปอีกนิดอาจช่วยประหยัดได้หลายเซนต์ต่อแกลลอน
สมัครโปรแกรมสะสมแต้ม: การเป็นสมาชิกปั๊มน้ำมันเจ้าประจำอาจช่วยให้ได้รับส่วนลดในแต่ละแกลลอน
ลดการขับรถที่ไม่จำเป็น: ลองใช้การคาร์พูล ขี่จักรยาน หรือเดิน เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น
สรุปคือสถานการณ์สงครามทำให้ความมั่นคงด้านพลังงานสั่นคลอนและกระทบต่อราคาน้ำมันโดยตรง ช่วงนี้ถ้าเริ่มเห็นราคาน้ำมันหน้าปั๊มขยับขึ้น การวางแผนการเดินทางหรือเติมน้ำมันตุนไว้ก่อนอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ราคาน้ำมันอาจพุ่งแตะ 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอนภายในเดือนหน้าหรือเร็วกว่านั้น ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ
ราคาน้ำมันดิบและน้ำมันหน้าปั๊มกำลังพุ่งสูงขึ้นเมื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงของผู้คน ข้อมูลจาก AAA ระบุว่าราคาเฉลี่ยน้ำมันในสหรัฐฯ สัปดาห์นี้ดีดตัวขึ้นไปอยู่ที่ 3.48 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดของปีนี้
ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานนับตั้งแต่เริ่มสงครามอิหร่าน โดยราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นกว่า 50% เมื่อสัปดาห์ที่แล้วจนทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เช่นเดียวกับน้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานสากลที่ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน
ผลกระทบจากการโจมตีทำให้ยักษ์ใหญ่ด้านการขนส่งสินค้าต้องระงับการดำเนินงานและเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือที่เดิมต้องผ่าน "ช่องแคบฮอร์มุซ" ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการขนส่งน้ำมันทั่วโลก เนื่องจากน้ำมันประมาณ 20% ของโลกต้องผ่านเส้นทางนี้ในแต่ละวัน การหยุดชะงักของเส้นทางนี้จึงส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกอย่างรวดเร็ว
เหล่านักวิเคราะห์เตือนว่าสงครามที่ยืดเยื้อกับอิหร่านอาจดันราคาพลังงานให้สูงขึ้นไปอีก โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาทั้งน้ำมันดิบ Brent และ WTI ต่างพุ่งเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งเป็นช่วงที่รัสเซียบุกยูเครน แรงกดดันจากต่างประเทศเหล่านี้กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายของผู้ใช้รถในสหรัฐฯ
แพทริค เดอ ฮาน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ปิโตรเลียมของ GasBuddy กล่าวว่าราคาน้ำมันจะเริ่มขยับสูงขึ้นทันทีตั้งแต่วันนี้ โดยสถานีบริการน้ำมันน่าจะเริ่มได้รับการแจ้งเตือนเรื่องการปรับขึ้นราคาต้นทุนที่พวกเขาต้องจ่าย และราคาน้ำมันหน้าปั๊มอาจขยับขึ้นตั้งแต่ช่วงพักเที่ยงหรือช่วงเย็น
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่มีการปรับราคาน้ำมันตามฤดูกาลอยู่แล้ว เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศเริ่มเปลี่ยนไปใช้ "น้ำมันสูตรฤดูร้อน" ซึ่งสะอาดกว่าแต่มีราคาแพงกว่า ผลกระทบจากฤดูกาลบวกกับการโจมตีในอิหร่าน จะทำให้ผู้ใช้รถต้องเจอกับราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ไม่ใช่แค่ในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า แต่อาจต่อเนื่องไปอีกหลายสัปดาห์ หรืออาจถึง 2-3 เดือน โดยเดอ ฮาน ประเมินว่ามีโอกาสถึง 80% ที่ราคาเฉลี่ยอาจแตะ 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอนภายในเดือนหน้าหรือเร็วกว่านั้น
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลต่อราคาน้ำมันอย่างไร?
แม้สหรัฐฯ จะเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก (ประมาณ 22%) แต่ตะวันออกกลางก็มีบทบาทสำคัญมาก โดยผลิตน้ำมันเกือบ 1 ใน 3 ของโลก และอิหร่านเองก็ติดอันดับ 1 ใน 10 ผู้ผลิตรายใหญ่
ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดต่อราคาน้ำมันคือ "ช่องแคบฮอร์มุซ" ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างอิหร่านและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นี่คือทางผ่านที่สำคัญที่สุดในโลกสำหรับการกระจายน้ำมัน โดยมีน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมไหลผ่านประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ตาม การจราจรทางเรือต้องหยุดชะงักลงหลังจากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติของอิหร่านขู่ว่าจะยิงเรือทุกลำที่พยายามแล่นผ่าน เนื่องจากอิหร่านมีสัดส่วนการผลิตน้ำมันมากกว่า 4% ของโลก และมีเขตแดนติดกับช่องแคบที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของประเทศผู้ผลิตน้ำมันอื่นๆ การหยุดชะงักนี้จึงมีพลังมากพอที่จะสั่นคลอนตลาดโลกและทำให้ห่วงโซ่อุปทานพังทลาย
ในระดับมหาภาค ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลกระทบไปทั่วโลก เพราะราคาน้ำมันถูกกำหนดด้วยกลไกอุปสงค์และอุปทานระดับโลก รวมถึงการเก็งกำไรของนักลงทุน ซึ่งสุดท้ายแล้วผลกระทบจะไหลลงมาถึงกระเป๋าสตางค์ของผู้บริโภคทั่วไป
วิธีประหยัดเงินในวันที่น้ำมันแพง
ปัจจุบันราคาเฉลี่ยน้ำมันทั่วไปอยู่ที่ 3.45 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 2.98 ดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ก่อน และ 2.90 ดอลลาร์เมื่อเดือนที่แล้ว แม้จะยากที่จะคาดเดาความเคลื่อนไหวที่แน่นอนในอนาคต แต่ผู้บริโภคควรติดตามข่าวสารราคาน้ำมัน แถลงการณ์จาก OPEC การคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และกิจกรรมการขนส่งทางเรืออย่างใกล้ชิด
ระหว่างนี้ มีวิธีการบางอย่างที่ช่วยประหยัดเงินได้บ้าง:
เติมน้ำมันทันทีถ้าเห็นว่าราคากำลังขึ้น: อย่ารอให้ราคาพุ่งไปมากกว่านี้ ถ้าถังน้ำมันใกล้ว่าง ให้เติมไว้ก่อนเพื่อจองราคาที่ต่ำที่สุดในตอนนั้น
ใช้แอปเปรียบเทียบราคา: ตรวจสอบราคาจากแอปต่างๆ เพื่อหาสถานีที่ราคาถูกที่สุดในพื้นที่ บางครั้งการขับเลยไปอีกนิดอาจช่วยประหยัดได้หลายเซนต์ต่อแกลลอน
สมัครโปรแกรมสะสมแต้ม: การเป็นสมาชิกปั๊มน้ำมันเจ้าประจำอาจช่วยให้ได้รับส่วนลดในแต่ละแกลลอน
ลดการขับรถที่ไม่จำเป็น: ลองใช้การคาร์พูล ขี่จักรยาน หรือเดิน เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น
สรุปคือสถานการณ์สงครามทำให้ความมั่นคงด้านพลังงานสั่นคลอนและกระทบต่อราคาน้ำมันโดยตรง ช่วงนี้ถ้าเริ่มเห็นราคาน้ำมันหน้าปั๊มขยับขึ้น การวางแผนการเดินทางหรือเติมน้ำมันตุนไว้ก่อนอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
- ความคิดเห็น
- Facebook Comments









